วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Tokyo Sonata... วันที่หัวใจซ่อนเจ็บ



เรื่องย่อ: Tokyo Sonata วันที่หัวใจซ่อนเจ็บ

      ในเมืองโตเกียว ริวเฮย์ (เทรุยุกิ คางาวะ) เป็นนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นทั่วๆ ไป แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับถูกปลดออกจากงานอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาตัดสินใจไม่บอกเรื่องนี้กับภรรยาของเขา เมงุมิ (เคียวโกะ โคอิซุมิ) และลูกชายทั้งสอง ทาคาชิ (ยู โคยานางิ) และ เคนจิ (อิโนวากิ ไค) ริวเฮย์ ยังคงแสร้งทำเป็นออกจากบ้านไปทำงานทุกวันเช่นเคย
ริวเฮย์ รู้สึกกดดันอย่างหนัก เมื่องานที่หาได้ตอนนี้มีแต่งานรายได้ต่ำกว่าที่เขาเคยทำมามาก แต่ในที่สุด เขาก็จำต้องรับงานเป็นภารโรงที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เขาต้องทำความสะอาดพื้นและล้างห้องน้ำ แม้จะเป็นงานที่ทำให้เขาอับอาย แต่ ริวเฮย์ ก็จำเป็นต้องก้มหน้ารับชะตากรรม
เคนจิ ลูกชายคนเล็กก็มีความลับของตัวเองเช่นกัน เนื่องจากพ่อไม่อนุญาตให้เขาเรียนเปียโน เขาจึงแอบไปเรียนเอง โดยนำเงินค่าอาหารกลางวันของตัวเองไปจ่ายเป็นค่าเรียน ขณะที่พี่ชายวัยรุ่นของเขา ทาคาชิ ก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ ด้วยการเข้ารับราชการเป็นทหาร
 เมงุมิ ผู้เป็นแม่บ้าน เฝ้ามองครอบครัวของเธอและเห็นความลับต่างๆ ค่อยๆ เผยตัวออกมา ในหัวใจของเธอเองก็เต็มไปด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง ครอบครัว ซาซากิ จะประคับประคองกันและกันไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากภาพยนตร์

       Tokyo Sonata วันที่หัวใจซ่อนเจ็บ เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนในสังคมส่วนใหญ่ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับสมาชิกคนใดคนหนึ่งในครอบครัวแล้ว เราควรที่จะหันหน้าเข้าหากัน มาพูดคุยกัน ปรึกษา หาแนวทางแก้ไขปัญหานั้นๆด้วยกัน  ไม่ใช่แบกรับปัญหาไว้แต่เพียงผู้เดียว ครอบครัวจะมีแรงผลักดันอยู่ ๒ แรงที่ต่อสู้กันอยู่เสมอคือ แรงที่ดึงสมาชิกให้เข้าหากัน เป็นอันหนึ่งอันเดียว กัน ทั้งความคิด ความรู้สึก การกระทำ และแรงผลักดันที่ทำให้สมาชิกอยู่ห่างออกจากกัน เพื่อใช้ชีวิตอย่างอิสระและเป็นตัวของตัวเอง แรงผลักดันทั้ง ๒ จะสมดุลกันในครอบครัวที่อบอุ่น แม้บางครั้งแรงผลักดันแบบหนึ่งอาจมากกว่าอีกแบบหนึ่ง แต่ก็จะเป็นอยู่ชั่วคราว และจะกลับคืนสู่สภาวะสมดุลในที่สุด ภาพยนตร์ได้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการที่ทุกคนในครอบครัวไม่มีเวลาให้กัน ต่างคนต่างใช้ความคิดเห็นของตัวเองในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  ซึ่งผลจากการที่ครอบครัวไม่มีเวลาให้กันนั้น ทำให้คนในครอบครัวไม่มีความสุข เกิดความทุกข์กับการตัดสินใจในการแก้ปัญหาของสมาชิกในครอบครัวโดยพลการ   ดังนั้นถ้าเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ดังเช่นในภาพยนตร์เราควรนำสิ่งที่เราได้จากการชมภาพยนตร์นั้นมาคิดพิจารณา ว่าเราควรปฎิบัติตนอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เกิดขึ้นกับครอบครัวของตัวเราเอง  และพื่นฐานสำคัญของความอบอุ่นในครอบครัว คือ เราควรมีเวลาให้กับครอบครัว รู้จักพูดคุย ปรึกษาหารือกัน เพื่อเป็นการสร้างความอบอุ่นให้เกิดขึ้นภายในครอบครัว

ทฤษฏีสังคมที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ Tokyo Sonata

 ทฤษฎีความขัดแย้ง ลิวอิส เอ. โคเซอร์ (Lewis A. Coser) เป็นนักทฤษฎีความขัดแย้ง ที่มองว่า ความขัดแย้งก่อให้เกิดทั้งด้านบวกและด้านลบ และอธิบายว่า ความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดเกลาทางสังคม ไม่มีกลุ่มทางสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีความสมานสามัคคีอย่างสมบูรณ์ เพราะความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ ทั้งในความเกลียดและความรักต่างก็มีความขัดแย้งทั้งสิ้น ความขัดแย้งสามารถแก้ปัญหาความแตกแยกและทำให้เกิดความสามัคคีภายในกลุ่มได้เพราะในกลุ่มมีทั้งความเป็นมิตรและความเป็นศัตรูอยู่ด้วยกัน โคเซอร์มีความเห็นว่าความขัดแย้งเป็นตัวสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สามารถทำให้สังคมเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่จากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่งได้ เพราะหากสมาชิกในสังคมเกิดความไม่พึงพอใจต่อสังคมที่เขาอยู่ เขาจะพยายามทำการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้น ๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมายของเข้าได้ นอกจากนี้
    โคเซอร์ ยังเสนอว่า ความขัดแย้งยังสามารถทำให้เกิดการแบ่งกลุ่ม ลดความเป็นปรปักษ์ พัฒนาความซับซ้อนของโครงสร้างกลุ่มในด้านความขัดแย้งและร่วมมือ และสร้างความแปลกแยกกับกลุ่มต่าง ๆ เป็นต้น


ถ้าหากเราเป็นตัวละครดังต่อไปนี้ จะทำอย่างไร

หากข้าพเจ้าเป็นพ่อ   



       ข้าพเจ้าจะบอกความจริงกับทุกคนในครอบครัว เพื่อจะได้ช่วยหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน และจะไม่ยึดติดกับความเป็นผู้นำครอบครัว เพราะความเป็นผู้นำไม่ควรถูกจำกัดให้อยู่กับ คนใดคนหนึ่ง เช่น พ่อแม่ไม่ควรเป็นผู้นำคนเดียว หรือ พ่อไม่ควรเป็นผู้นำคนเดียว เพราะหากครอบครัวต้องตกอยู่ในภาวะความตึงเครียด ผู้เป็นพ่อและแม่ต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และร่วมกันเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

หากข้าพเจ้าเป็นแม่



       ข้าพเจ้าจะทำหน้าที่แม่ให้สมบูรณ์ที่สุด จะเป็นคนคอยประสานความสัมพันธ์ของทุกคนในครอบครัวเข้าด้วยกัน และจะละทิ้งความต้องการส่วนตัว คอยดูแลทุกคนในครอบครัวให้ดีที่สุด เท่าที่แม่คนนึงจะสามารถทำได้ เมื่อลูกเกิดปัญหาก็จะคอยให้คำปรึกษา และหาทางแก้ไขร่วมกับสามี

หากข้าพเจ้าเป็นพี่คนโต




      ข้าพเจ้าจะทำหน้าที่ลูกให้สมบูรณ์ก่อน คือ ตั้งใจเรียนหนังสือ ดูแลแม่และน้องแทนพ่อ ขณะที่พ่อต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เป็นลูกที่ดีเชื่อฟังพ่อแม่ เพราะพ่อกับแม่หวังดีกับเราเสมอ และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ข้าพเจ้าถึงจะมาคุยกับพ่อและแม่ ถึงความต้องการที่อยากจะทำ โดยคุยโดยการใช้เหตุและผล เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่าเมื่อเราเรียนจบแล้ว เราก็จะมีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น พ่อแม่ก็จะเข้าใจในความคิดของเราเอง และจะอนุญาตให้เราได้ทำในสิ่งที่เราต้องการ

หากข้าพเจ้าเป็นน้องคนเล็ก



      ข้าพเจ้าจะแสดงให้พ่อแม่ได้เห็นว่าข้าพเจ้าตั้งใจจะทำในสิ่งนั้นจริงๆ โดยจะเก็บเงินจากค่าขนมหรือค่าของเล่นต่างๆ มาใช้ในการฝึกเรียนเปียโน แทนการเอาเงินค่าอาหารกลางวันไปจ่ายค่าเรียนเปียโนโดยไม่บอกพ่อและแม่ เพราะการที่เราทำอย่างนั้นเป็นการทำให้พ่อแม่ไม่เชื่อในตัวเรามากยิ่งขึ้น เพราะการที่เราโกหกเป็นสิ่งทีไม่ดี เพราะฉะนั้น ไม่ว่าพ่อแม่จะอนุญาตให้เราเรียนเปียโนหรือไม่ เราก็ไม่ควรโกหกหรือแอบเอาเงินไปเรียนเอง เราควรจะบอกพ่อแม่ไปตรงๆ ว่าเราอยากเรียนจริงๆและแสดงความสามารถให้ท่านเห็นและยอมรับเราให้ได้มากกว่า


หากเป็นตัวของข้าพเจ้าเอง

        ข้าพเจ้าก็จะเชื่อฟังพ่อแม่อย่างมีเหตุผล ถ้าหากเกิดเหตุผลที่พ่อแม่ห้ามหรือตักเตือนเป็นสิ่งที่สมควรข้าพเจ้าก็จะเชื่อฟัง แต่ถ้าหากเหตุผลที่พ่อแม่ห้ามเป็นเหตุผลส่วนตัวของท่านที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยหรือไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าก็จะแสดงความคิดเห็นที่ข้าพเจ้ามีต่อปัญหานั้นให้ท่านเข้าใจ โดยข้าพเจ้าจะเลือกแก้ไขปัญหาทุกอย่างด้วยเหตุและผล และการพูดคุยปรึกษากัน

อื่นๆ

       ข้าพเจ้าคิดว่า คนที่เป็นเพื่อนกับพ่อ ที่เป็นคนตกงานและมีปัญหาครอบครัวเหมือนกัน น่าจะให้คำปรึกษาหารือกันมากกว่า ไม่ใช่ช่วยสอนวิธีโกหกภรรยาแบบนั้น และการที่ตกงานก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงขนาดที่ภรรยาจะรับไม่ได้ หากเรายอมลดศักดิ์ศรีลงบ้าง เรื่องทุกอย่างก็จะมีทางแก้ไขเสมอ

ข้อคิดที่ได้

เมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว คนในครอบครัวจะต้องช่วยกันแก้ไขความขัดแย้งให้กลับคืน สู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด โดยสามารถแก้ไขความขัดแย้ง ได้ ๓ วิธีคือ
๑. การร่วมมือกัน โดยคนในครอบครัวต้องหันหน้าเข้าหากัน และพูดคุยถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อหาข้อยุติที่เหมาะสม
๒. การยอมเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งยอมลงให้อีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อเป็นการยุติความขัดแย้ง หรือเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามออกไป
๓. การพยายามเอาชนะ เป็นการช่วงชิงอำนาจว่าใครจะเป็นใหญ่ ใครจะแพ้ ใครจะชนะ ซึ่งไม่ทำให้ปัญหายุติได้ แต่จะทำให้สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น เพราะการแก้ไขปัญหาด้วยการเอาชนะกันนั้นไม่ใช่วิธีการที่ได้ผล ยิ่งถ้ามีการดึงบุคคลที่ ๓ เข้ามาก็จะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาเป็นลูกโซ่
       


คำถาม


      ปัญหาการตกงานในประเทศญี่ปุ่น ถือ เป็นเรื่องร้ายแรงขนาดเลือกที่จะปกปิดคนในครอบครัว แล้วทนแบกรับปัญหาไว้เองอย่างนั้นหรือ ????



            การสร้างความรักและความอบอุ่นในครอบครัวจะเป็นเสมือนภูมิคุ้มกันให้ครอบครัวหลีกหนีและห่างไกลจากความรุนแรง และจะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการสร้างความมั่นคงให้กับสังคมในที่สุด.



 ที่มา : http://learners.in.th/blog/law-1/334413
ขอบคุณเครดิตภาพ : http://www.japanthaifanclub.com/modules/news/article.php?storyid=107