ครอบครัวเป็นสถาบันทางสังคมขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรก เป็นสถาบันสากลและเก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ แต่การที่สภาพครอบครัวเกิดขึ้นแล้วก็มิได้หมายความว่าสภาพครอบครัวจะมั่นคงยืนยงตลอดไป อาจมีการสิ้นสุดหรือแตกสลายลงได้ โดยทั่วไปการสิ้นสุดของสภาพครอบครัวมี 2 ประการคือ ประการแรกการหย่าร้างจากกัน และประการที่สองคือการตาย การสิ้นสุดด้วยการตายไม่ค่อยก่อให้เกิดความวุ่นวายในชีวิตครอบครัวเท่ากับการหย่าขาดจากกัน เพราะเหตุว่าการหย่าร้างที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดภาวะเจ็บป่วยทางจิตใจแก่คู่สมรสหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่าการตายจากกัน การหย่าร้างจึงเป็นวิกฤตการณ์ของชีวิตสมรสที่คู่สมรสทุกคู่พยายามจะหลีกเลี่ยง แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ทุกคู่ บางคู่อาจโชคดีได้อยู่ด้วยกันจนถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร แม้จะทุกข์หรือสุขก็ตามเพื่อชื่อเสียง เพื่อลูก เพื่อวงศ์ตระกูล ก็ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป แต่บางคู่ที่ถือว่าถ้าอยู่ด้วยกันไม่มีความสุขก็ไม่จำเป็นต้องครองชีวิตคู่ร่วมกันต่อไปและจบลงด้วยการหย่าร้าง
ปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลรอบข้างและเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงไปสู่ปัญหาอื่นๆในสังคม สำหรับปัญหาครอบครัวที่จะนำมาเล่าในวันนี้ เป็นปัญหาการหย่าร้างของครอบครัวปิ่น ประกอบด้วยพ่อแม่และน้องชาย ปิ่นอายุ 15 ปี เป็นเด็กผู้หญิงที่สดใสร่าเริง พ่อของปิ่นรับราชการทหาร ส่วนแม่ของปิ่นเป็นแม่บ้าน น้องชายอายุ 8 ปี พิการทางด้านสมองไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แม่จึงต้องใช้เวลาไปกับการคอยดูแลน้องชายเป็นส่วนมาก ซึ่งจากการที่แม่ต้องดูแลน้องชายที่พิการจึงไม่ได้มีงานประจำทำ ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆจึงไปตกอยู่กับพ่อ ประกอบกับแม่ไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลเอาใจใส่พ่อ และพ่อเองก็เป็นคนมีนิสัยเจ้าชู้ ทำให้พ่อมีเมียน้อย จนไม่ค่อยกลับบ้าน เมื่อบ่อยๆเข้า แม่ก็จับได้จึงทะเลาะกันรุนแรงมาก จึงขอหย่าแยกทางกัน แม่พาน้องชายของปิ่นไปอยู่กับยาย ทิ้งให้ปิ่นอยู่กับพ่อ ซึ่งพ่อก็ไม่เคยสนใจปิ่น ให้เงินใช้เพียงอย่างเดียว ปิ่นจึงเรียกร้องความสนใจจากพ่อกับแม่โดยการคบเพื่อนที่ไม่ดี มีเพศสัมพันธ์กับแฟนก่อนวัยอันควร เที่ยวกลางคืน พ่อกับแม่ของปิ่นก็ยังไม่สนใจปิ่นอยู่ดี หาว่าปิ่นเป็นเด็กใจแตก ทุบตีด่าว่าปิ่นต่างๆ นาๆ พ่อจึงส่งปิ่นไปอยู่กับย่า คราวนี้ปิ่นจึงเรียกร้องความสนใจหนักขึ้นโดยหันไปใช้ยาเสพติด ปิ่นติดยาเสพติดอย่างหนักจนต้องเข้ารับการบำบัด หลังจากออกจากสถานบำบัดปิ่นก็กลายเป็นคนเงียบๆ เก็บตัว ไม่คุยกับใคร เหมือนคนไม่มีสติอยู่กับตัวจนถึงปัจจุบันนี้ แววตาสดใสร่าเริงของเด็กสาวที่ข้าพเจ้าเคยเห็นได้หายไปแล้ว เหลือเพียงแววตาว่างเปล่าและเจ็บปวดของเด็กผู้หญิงอีกคนนึงแทน !!!
การหย่าร้างก่อให้เกิดผลเสีย คือ นำความผิดหวังมาสู่คู่สมรส และบุตร ทำให้เสียบุคลิกภาพ เกิดความทุกข์ทรมานใจ การหย่าร้างยังก่อให้เกิดปัญหาสังคม เช่น โสเภณี ปัญหาเด็กและเยาวชน ฯลฯ เกิดความหมางเมินระหว่างความสัมพันธ์ของญาติพี่น้องทั้งสองฝ่าย และฝ่ายหญิงมักประสบปัญหาการดิ้นรนแสวงหาการเลี้ยงชีพและบุตร
ปัญหาการหย่าร้างมีผลกระทบทำให้เด็กในสังคมไทยก่อปัญหาทางสังคมมากมาย ด้วยสาเหตุที่เด็กอยู่ในครอบครัวแตกแยก จะขาดความรัก ความอบอุ่น มีความรู้สึกไม่มั่นคง เนื่องจากลูกเคยชินต่อสภาพพ่อแม่ให้ความรัก ความอบอุ่น และความมั่นใจแก่เขา แต่ความสัมพันธ์แบบนี้ต้องถูกทำลายไป ทำให้มีผลกระทบกระเทือนต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคล กลายเป็นเด็กกระทำผิด เช่น การประพฤติผิดทางเพศ ติดยาเสพติด และการเป็นเด็กจรจัด ฯลฯ
ขอบคุณ น้องปิ่นและครอบครัว ขอให้น้องปิ่นกลับมาเป็นเหมือนเดิมเร็วๆน่ะจ๊ะ ^^
ที่มา http://gotoknow.org/blog/kungsuay/268091
วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
นิทานตะปู
มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก
พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง และบอกกับเขาว่า
"ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน
ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน"
วันแรกผ่านไป
เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว
และก็ค่อย ๆ
ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป
ก็ลดจำนวนลง น้อยลง น้อยลง
เพราะเขารู้สึกว่า
การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ
ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ
และแล้ว
หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น
เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ
และบอกกับพ่อของเขาว่า
เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว
ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา
พ่อยิ้ม
และบอกกับลูกชายของเขาว่า
"ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้
โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง"
วันแล้ววันเล่า
เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออก
ทีละตัว จาก 1 เป็น 2
…. จาก 2 เป็น 3
จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก จนหมด
เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า
"ฉันทำได้
ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ !!"
พ่อไม่ได้พูดอะไร
แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน
และบอกกับลูกว่า
"ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ
และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ
เจ้าเห็นหรือไม่ว่า
รั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม
ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น
พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง และบอกกับเขาว่า
"ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน
ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน"
วันแรกผ่านไป
เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว
และก็ค่อย ๆ
ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป
ก็ลดจำนวนลง น้อยลง น้อยลง
เพราะเขารู้สึกว่า
การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ
ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ
และแล้ว
หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น
เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ
และบอกกับพ่อของเขาว่า
เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว
ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา
พ่อยิ้ม
และบอกกับลูกชายของเขาว่า
"ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้
โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง"
วันแล้ววันเล่า
เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออก
ทีละตัว จาก 1 เป็น 2
…. จาก 2 เป็น 3
จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก จนหมด
เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า
"ฉันทำได้
ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ !!"
พ่อไม่ได้พูดอะไร
แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน
และบอกกับลูกว่า
"ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ
และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ
เจ้าเห็นหรือไม่ว่า
รั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม
ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น
จำไว้นะลูก
เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์
สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล
เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน
ต่อให้ใช้คำพูด ว่า "ขอโทษ" สักกี่หน
ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด
ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้ ฉันใดก็ฉันนั้น
เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์
สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล
เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน
ต่อให้ใช้คำพูด ว่า "ขอโทษ" สักกี่หน
ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด
ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้ ฉันใดก็ฉันนั้น
"กับเพื่อน" .. เพื่อนเปรียบเสมือน
อัญมณีอันมีค่าที่หายาก
เป็นคนที่ทำให้เรายิ้ม
เป็นคนที่คอยให้กำลังใจ
และยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จ
เป็นคนที่คอยปลอบใจเราเมื่อยามเศร้า
ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา
และจริงใจกับเราเสมอ …
แสดงให้เขาเห็น
ว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน
และระวังสิ่งที่เราทำไป
ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ
และจงจดจำไว้เสมอว่า
" คำขอโทษ "
ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม
แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น
คือ
รอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้ …… ตลอดไป"
หวังว่านิทานนี้คงช่วยให้พวกเรา
อยู่ร่วมกัน ทำงาน ร่วมกัน
คบกัน
ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกันขึ้นเรื่อยๆ
ตลอดไป…..
โดย NonG_PLA ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม
แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น
คือ
รอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้ …… ตลอดไป"
หวังว่านิทานนี้คงช่วยให้พวกเรา
อยู่ร่วมกัน ทำงาน ร่วมกัน
คบกัน
ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกันขึ้นเรื่อยๆ
ตลอดไป…..
“เหรียญ 5 บาท ของพ่อ”
ในค่ำคืนนึง… หลังจากกราบพระกับคุณพ่อ คุณแม่แล้ว คุณพ่อเรียกลูกเข้าไปพบ แล้วบอกลูกว่าพ่อมีอะไรให้ดูซึ่งสำคัญมาก ว่าแล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อเอามือกำไว้ ถึงคุณพ่อของแพง และพ่อที่มีลูกสาวทุกท่านข้างล่างนี้เอาไว้ใช้สอนลูกหลานได้
คุณพ่อถามว่าอยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ ลูกพยักหน้า ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที ลูกทำตาม… คุณพ่อว่า ไม่พอ ต้อง 5 ที และเปลี่ยนเป็น 10 ที จนถึง 15 ที จนลูกอุทธรณ์ ก็ลูกอยากทราบนี่คะว่า เป็นอะไร
เมื่อคุณพ่อแบมือออก มันคือ เหรียญ 5 บาทธรรมดานี่เอง คุณพ่อหัวเราะ แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บาทเดิม ถามว่าอยากดูอีกมั้ย ถ้าอยากดูต้องเขกพื้น 10 ที ลูกว่าหนูรู้แล้วไม่อยากดูค่ะคุณพ่อว่า เอ้า.. เขกพื้น 1 ทีก็ได้ ลูกก็บอก ว่าทราบแล้วไม่อยากดูอีกเบื่อ คุณพ่อว่าให้ดูฟรีๆ ก็ได้แล้วก็แบมือออก ลูกก็ดูไปอย่างนั้นเอง คุณพ่อเลยสอนว่า
“นี่นะลูก อะไรที่เป็นความลับ คนมักยอมทำทุกอย่างที่จะได้สมปรารถนา อยากดู อยากรู้ อยากเห็นแต่เมื่อสมปรารถนาแล้ว ดูบ่อย ๆ แล้วก็มักจะเบื่อ ให้ดูฟรี ๆ ยังไม่อยากดูเลย แล้วสิ่งที่พึงหวงแหนสำหรับลูกผู้หญิงเป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไร ไม่ต่างกับเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรีหรอก“ขอบคุณเครดิตจาก http://sakid.com/2009/01/19/10087/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


