วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Tokyo Sonata... วันที่หัวใจซ่อนเจ็บ



เรื่องย่อ: Tokyo Sonata วันที่หัวใจซ่อนเจ็บ

      ในเมืองโตเกียว ริวเฮย์ (เทรุยุกิ คางาวะ) เป็นนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นทั่วๆ ไป แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับถูกปลดออกจากงานอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาตัดสินใจไม่บอกเรื่องนี้กับภรรยาของเขา เมงุมิ (เคียวโกะ โคอิซุมิ) และลูกชายทั้งสอง ทาคาชิ (ยู โคยานางิ) และ เคนจิ (อิโนวากิ ไค) ริวเฮย์ ยังคงแสร้งทำเป็นออกจากบ้านไปทำงานทุกวันเช่นเคย
ริวเฮย์ รู้สึกกดดันอย่างหนัก เมื่องานที่หาได้ตอนนี้มีแต่งานรายได้ต่ำกว่าที่เขาเคยทำมามาก แต่ในที่สุด เขาก็จำต้องรับงานเป็นภารโรงที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เขาต้องทำความสะอาดพื้นและล้างห้องน้ำ แม้จะเป็นงานที่ทำให้เขาอับอาย แต่ ริวเฮย์ ก็จำเป็นต้องก้มหน้ารับชะตากรรม
เคนจิ ลูกชายคนเล็กก็มีความลับของตัวเองเช่นกัน เนื่องจากพ่อไม่อนุญาตให้เขาเรียนเปียโน เขาจึงแอบไปเรียนเอง โดยนำเงินค่าอาหารกลางวันของตัวเองไปจ่ายเป็นค่าเรียน ขณะที่พี่ชายวัยรุ่นของเขา ทาคาชิ ก้าวเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่ ด้วยการเข้ารับราชการเป็นทหาร
 เมงุมิ ผู้เป็นแม่บ้าน เฝ้ามองครอบครัวของเธอและเห็นความลับต่างๆ ค่อยๆ เผยตัวออกมา ในหัวใจของเธอเองก็เต็มไปด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง ครอบครัว ซาซากิ จะประคับประคองกันและกันไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากภาพยนตร์

       Tokyo Sonata วันที่หัวใจซ่อนเจ็บ เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาครอบครัว ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนในสังคมส่วนใหญ่ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับสมาชิกคนใดคนหนึ่งในครอบครัวแล้ว เราควรที่จะหันหน้าเข้าหากัน มาพูดคุยกัน ปรึกษา หาแนวทางแก้ไขปัญหานั้นๆด้วยกัน  ไม่ใช่แบกรับปัญหาไว้แต่เพียงผู้เดียว ครอบครัวจะมีแรงผลักดันอยู่ ๒ แรงที่ต่อสู้กันอยู่เสมอคือ แรงที่ดึงสมาชิกให้เข้าหากัน เป็นอันหนึ่งอันเดียว กัน ทั้งความคิด ความรู้สึก การกระทำ และแรงผลักดันที่ทำให้สมาชิกอยู่ห่างออกจากกัน เพื่อใช้ชีวิตอย่างอิสระและเป็นตัวของตัวเอง แรงผลักดันทั้ง ๒ จะสมดุลกันในครอบครัวที่อบอุ่น แม้บางครั้งแรงผลักดันแบบหนึ่งอาจมากกว่าอีกแบบหนึ่ง แต่ก็จะเป็นอยู่ชั่วคราว และจะกลับคืนสู่สภาวะสมดุลในที่สุด ภาพยนตร์ได้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมาจากการที่ทุกคนในครอบครัวไม่มีเวลาให้กัน ต่างคนต่างใช้ความคิดเห็นของตัวเองในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  ซึ่งผลจากการที่ครอบครัวไม่มีเวลาให้กันนั้น ทำให้คนในครอบครัวไม่มีความสุข เกิดความทุกข์กับการตัดสินใจในการแก้ปัญหาของสมาชิกในครอบครัวโดยพลการ   ดังนั้นถ้าเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ดังเช่นในภาพยนตร์เราควรนำสิ่งที่เราได้จากการชมภาพยนตร์นั้นมาคิดพิจารณา ว่าเราควรปฎิบัติตนอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เกิดขึ้นกับครอบครัวของตัวเราเอง  และพื่นฐานสำคัญของความอบอุ่นในครอบครัว คือ เราควรมีเวลาให้กับครอบครัว รู้จักพูดคุย ปรึกษาหารือกัน เพื่อเป็นการสร้างความอบอุ่นให้เกิดขึ้นภายในครอบครัว

ทฤษฏีสังคมที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์ Tokyo Sonata

 ทฤษฎีความขัดแย้ง ลิวอิส เอ. โคเซอร์ (Lewis A. Coser) เป็นนักทฤษฎีความขัดแย้ง ที่มองว่า ความขัดแย้งก่อให้เกิดทั้งด้านบวกและด้านลบ และอธิบายว่า ความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดเกลาทางสังคม ไม่มีกลุ่มทางสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีความสมานสามัคคีอย่างสมบูรณ์ เพราะความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ ทั้งในความเกลียดและความรักต่างก็มีความขัดแย้งทั้งสิ้น ความขัดแย้งสามารถแก้ปัญหาความแตกแยกและทำให้เกิดความสามัคคีภายในกลุ่มได้เพราะในกลุ่มมีทั้งความเป็นมิตรและความเป็นศัตรูอยู่ด้วยกัน โคเซอร์มีความเห็นว่าความขัดแย้งเป็นตัวสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สามารถทำให้สังคมเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่จากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่งได้ เพราะหากสมาชิกในสังคมเกิดความไม่พึงพอใจต่อสังคมที่เขาอยู่ เขาจะพยายามทำการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้น ๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมายของเข้าได้ นอกจากนี้
    โคเซอร์ ยังเสนอว่า ความขัดแย้งยังสามารถทำให้เกิดการแบ่งกลุ่ม ลดความเป็นปรปักษ์ พัฒนาความซับซ้อนของโครงสร้างกลุ่มในด้านความขัดแย้งและร่วมมือ และสร้างความแปลกแยกกับกลุ่มต่าง ๆ เป็นต้น


ถ้าหากเราเป็นตัวละครดังต่อไปนี้ จะทำอย่างไร

หากข้าพเจ้าเป็นพ่อ   



       ข้าพเจ้าจะบอกความจริงกับทุกคนในครอบครัว เพื่อจะได้ช่วยหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน และจะไม่ยึดติดกับความเป็นผู้นำครอบครัว เพราะความเป็นผู้นำไม่ควรถูกจำกัดให้อยู่กับ คนใดคนหนึ่ง เช่น พ่อแม่ไม่ควรเป็นผู้นำคนเดียว หรือ พ่อไม่ควรเป็นผู้นำคนเดียว เพราะหากครอบครัวต้องตกอยู่ในภาวะความตึงเครียด ผู้เป็นพ่อและแม่ต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และร่วมกันเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

หากข้าพเจ้าเป็นแม่



       ข้าพเจ้าจะทำหน้าที่แม่ให้สมบูรณ์ที่สุด จะเป็นคนคอยประสานความสัมพันธ์ของทุกคนในครอบครัวเข้าด้วยกัน และจะละทิ้งความต้องการส่วนตัว คอยดูแลทุกคนในครอบครัวให้ดีที่สุด เท่าที่แม่คนนึงจะสามารถทำได้ เมื่อลูกเกิดปัญหาก็จะคอยให้คำปรึกษา และหาทางแก้ไขร่วมกับสามี

หากข้าพเจ้าเป็นพี่คนโต




      ข้าพเจ้าจะทำหน้าที่ลูกให้สมบูรณ์ก่อน คือ ตั้งใจเรียนหนังสือ ดูแลแม่และน้องแทนพ่อ ขณะที่พ่อต้องออกไปทำงานนอกบ้าน เป็นลูกที่ดีเชื่อฟังพ่อแม่ เพราะพ่อกับแม่หวังดีกับเราเสมอ และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ข้าพเจ้าถึงจะมาคุยกับพ่อและแม่ ถึงความต้องการที่อยากจะทำ โดยคุยโดยการใช้เหตุและผล เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่าเมื่อเราเรียนจบแล้ว เราก็จะมีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น พ่อแม่ก็จะเข้าใจในความคิดของเราเอง และจะอนุญาตให้เราได้ทำในสิ่งที่เราต้องการ

หากข้าพเจ้าเป็นน้องคนเล็ก



      ข้าพเจ้าจะแสดงให้พ่อแม่ได้เห็นว่าข้าพเจ้าตั้งใจจะทำในสิ่งนั้นจริงๆ โดยจะเก็บเงินจากค่าขนมหรือค่าของเล่นต่างๆ มาใช้ในการฝึกเรียนเปียโน แทนการเอาเงินค่าอาหารกลางวันไปจ่ายค่าเรียนเปียโนโดยไม่บอกพ่อและแม่ เพราะการที่เราทำอย่างนั้นเป็นการทำให้พ่อแม่ไม่เชื่อในตัวเรามากยิ่งขึ้น เพราะการที่เราโกหกเป็นสิ่งทีไม่ดี เพราะฉะนั้น ไม่ว่าพ่อแม่จะอนุญาตให้เราเรียนเปียโนหรือไม่ เราก็ไม่ควรโกหกหรือแอบเอาเงินไปเรียนเอง เราควรจะบอกพ่อแม่ไปตรงๆ ว่าเราอยากเรียนจริงๆและแสดงความสามารถให้ท่านเห็นและยอมรับเราให้ได้มากกว่า


หากเป็นตัวของข้าพเจ้าเอง

        ข้าพเจ้าก็จะเชื่อฟังพ่อแม่อย่างมีเหตุผล ถ้าหากเกิดเหตุผลที่พ่อแม่ห้ามหรือตักเตือนเป็นสิ่งที่สมควรข้าพเจ้าก็จะเชื่อฟัง แต่ถ้าหากเหตุผลที่พ่อแม่ห้ามเป็นเหตุผลส่วนตัวของท่านที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยหรือไม่เข้าใจ ข้าพเจ้าก็จะแสดงความคิดเห็นที่ข้าพเจ้ามีต่อปัญหานั้นให้ท่านเข้าใจ โดยข้าพเจ้าจะเลือกแก้ไขปัญหาทุกอย่างด้วยเหตุและผล และการพูดคุยปรึกษากัน

อื่นๆ

       ข้าพเจ้าคิดว่า คนที่เป็นเพื่อนกับพ่อ ที่เป็นคนตกงานและมีปัญหาครอบครัวเหมือนกัน น่าจะให้คำปรึกษาหารือกันมากกว่า ไม่ใช่ช่วยสอนวิธีโกหกภรรยาแบบนั้น และการที่ตกงานก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงขนาดที่ภรรยาจะรับไม่ได้ หากเรายอมลดศักดิ์ศรีลงบ้าง เรื่องทุกอย่างก็จะมีทางแก้ไขเสมอ

ข้อคิดที่ได้

เมื่อใดก็ตามที่เกิดปัญหาความขัดแย้งในครอบครัว คนในครอบครัวจะต้องช่วยกันแก้ไขความขัดแย้งให้กลับคืน สู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด โดยสามารถแก้ไขความขัดแย้ง ได้ ๓ วิธีคือ
๑. การร่วมมือกัน โดยคนในครอบครัวต้องหันหน้าเข้าหากัน และพูดคุยถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อหาข้อยุติที่เหมาะสม
๒. การยอมเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งยอมลงให้อีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อเป็นการยุติความขัดแย้ง หรือเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามออกไป
๓. การพยายามเอาชนะ เป็นการช่วงชิงอำนาจว่าใครจะเป็นใหญ่ ใครจะแพ้ ใครจะชนะ ซึ่งไม่ทำให้ปัญหายุติได้ แต่จะทำให้สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น เพราะการแก้ไขปัญหาด้วยการเอาชนะกันนั้นไม่ใช่วิธีการที่ได้ผล ยิ่งถ้ามีการดึงบุคคลที่ ๓ เข้ามาก็จะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาเป็นลูกโซ่
       


คำถาม


      ปัญหาการตกงานในประเทศญี่ปุ่น ถือ เป็นเรื่องร้ายแรงขนาดเลือกที่จะปกปิดคนในครอบครัว แล้วทนแบกรับปัญหาไว้เองอย่างนั้นหรือ ????



            การสร้างความรักและความอบอุ่นในครอบครัวจะเป็นเสมือนภูมิคุ้มกันให้ครอบครัวหลีกหนีและห่างไกลจากความรุนแรง และจะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการสร้างความมั่นคงให้กับสังคมในที่สุด.



 ที่มา : http://learners.in.th/blog/law-1/334413
ขอบคุณเครดิตภาพ : http://www.japanthaifanclub.com/modules/news/article.php?storyid=107

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ปัญหาครอบครัว

  ครอบครัวเป็นสถาบันทางสังคมขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรก  เป็นสถาบันสากลและเก่าแก่ที่สุดของมนุษย์  แต่การที่สภาพครอบครัวเกิดขึ้นแล้วก็มิได้หมายความว่าสภาพครอบครัวจะมั่นคงยืนยงตลอดไป  อาจมีการสิ้นสุดหรือแตกสลายลงได้  โดยทั่วไปการสิ้นสุดของสภาพครอบครัวมี 2 ประการคือ  ประการแรกการหย่าร้างจากกัน  และประการที่สองคือการตาย  การสิ้นสุดด้วยการตายไม่ค่อยก่อให้เกิดความวุ่นวายในชีวิตครอบครัวเท่ากับการหย่าขาดจากกัน  เพราะเหตุว่าการหย่าร้างที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดภาวะเจ็บป่วยทางจิตใจแก่คู่สมรสหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่าการตายจากกัน    การหย่าร้างจึงเป็นวิกฤตการณ์ของชีวิตสมรสที่คู่สมรสทุกคู่พยายามจะหลีกเลี่ยง  แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ทุกคู่  บางคู่อาจโชคดีได้อยู่ด้วยกันจนถือไม้เท้ายอดทอง  กระบองยอดเพชร  แม้จะทุกข์หรือสุขก็ตามเพื่อชื่อเสียง เพื่อลูก เพื่อวงศ์ตระกูล ก็ต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป  แต่บางคู่ที่ถือว่าถ้าอยู่ด้วยกันไม่มีความสุขก็ไม่จำเป็นต้องครองชีวิตคู่ร่วมกันต่อไปและจบลงด้วยการหย่าร้าง
              ปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลรอบข้างและเป็นปัญหาที่เชื่อมโยงไปสู่ปัญหาอื่นๆในสังคม สำหรับปัญหาครอบครัวที่จะนำมาเล่าในวันนี้ เป็นปัญหาการหย่าร้างของครอบครัวปิ่น ประกอบด้วยพ่อแม่และน้องชาย ปิ่นอายุ 15 ปี เป็นเด็กผู้หญิงที่สดใสร่าเริง พ่อของปิ่นรับราชการทหาร ส่วนแม่ของปิ่นเป็นแม่บ้าน  น้องชายอายุ 8 ปี พิการทางด้านสมองไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แม่จึงต้องใช้เวลาไปกับการคอยดูแลน้องชายเป็นส่วนมาก  ซึ่งจากการที่แม่ต้องดูแลน้องชายที่พิการจึงไม่ได้มีงานประจำทำ ภาระค่าใช้จ่ายต่างๆจึงไปตกอยู่กับพ่อ ประกอบกับแม่ไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลเอาใจใส่พ่อ และพ่อเองก็เป็นคนมีนิสัยเจ้าชู้ ทำให้พ่อมีเมียน้อย จนไม่ค่อยกลับบ้าน เมื่อบ่อยๆเข้า แม่ก็จับได้จึงทะเลาะกันรุนแรงมาก จึงขอหย่าแยกทางกัน แม่พาน้องชายของปิ่นไปอยู่กับยาย ทิ้งให้ปิ่นอยู่กับพ่อ ซึ่งพ่อก็ไม่เคยสนใจปิ่น ให้เงินใช้เพียงอย่างเดียว ปิ่นจึงเรียกร้องความสนใจจากพ่อกับแม่โดยการคบเพื่อนที่ไม่ดี มีเพศสัมพันธ์กับแฟนก่อนวัยอันควร เที่ยวกลางคืน พ่อกับแม่ของปิ่นก็ยังไม่สนใจปิ่นอยู่ดี หาว่าปิ่นเป็นเด็กใจแตก ทุบตีด่าว่าปิ่นต่างๆ นาๆ พ่อจึงส่งปิ่นไปอยู่กับย่า คราวนี้ปิ่นจึงเรียกร้องความสนใจหนักขึ้นโดยหันไปใช้ยาเสพติด ปิ่นติดยาเสพติดอย่างหนักจนต้องเข้ารับการบำบัด หลังจากออกจากสถานบำบัดปิ่นก็กลายเป็นคนเงียบๆ เก็บตัว ไม่คุยกับใคร เหมือนคนไม่มีสติอยู่กับตัวจนถึงปัจจุบันนี้ แววตาสดใสร่าเริงของเด็กสาวที่ข้าพเจ้าเคยเห็นได้หายไปแล้ว เหลือเพียงแววตาว่างเปล่าและเจ็บปวดของเด็กผู้หญิงอีกคนนึงแทน !!!

        การหย่าร้างก่อให้เกิดผลเสีย คือ นำความผิดหวังมาสู่คู่สมรส และบุตร ทำให้เสียบุคลิกภาพ เกิดความทุกข์ทรมานใจ การหย่าร้างยังก่อให้เกิดปัญหาสังคม เช่น โสเภณี ปัญหาเด็กและเยาวชน ฯลฯ เกิดความหมางเมินระหว่างความสัมพันธ์ของญาติพี่น้องทั้งสองฝ่าย และฝ่ายหญิงมักประสบปัญหาการดิ้นรนแสวงหาการเลี้ยงชีพและบุตร
        ปัญหาการหย่าร้างมีผลกระทบทำให้เด็ก
ในสังคมไทยก่อปัญหาทางสังคมมากมาย ด้วยสาเหตุที่เด็กอยู่ในครอบครัวแตกแยก จะขาดความรัก ความอบอุ่น มีความรู้สึกไม่มั่นคง เนื่องจากลูกเคยชินต่อสภาพพ่อแม่ให้ความรัก ความอบอุ่น และความมั่นใจแก่เขา แต่ความสัมพันธ์แบบนี้ต้องถูกทำลายไป ทำให้มีผลกระทบกระเทือนต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคล  กลายเป็นเด็กกระทำผิด เช่น การประพฤติผิดทางเพศ ติดยาเสพติด และการเป็นเด็กจรจัด ฯลฯ


ขอบคุณ น้องปิ่นและครอบครัว ขอให้น้องปิ่นกลับมาเป็นเหมือนเดิมเร็วๆน่ะจ๊ะ ^^
ที่มา http://gotoknow.org/blog/kungsuay/268091

นิทานตะปู

มีเด็กน้อยคนหนึ่งที่สีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยจะดีนัก
พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขา 1 ถุง และบอกกับเขาว่า
"ทุกครั้งที่เขารู้สึกโมโห หรือโกรธใครสักคน
ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปกับรั้วที่หลังบ้าน"

วันแรกผ่านไป
เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว
และก็ค่อย ๆ
ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป
ก็ลดจำนวนลง น้อยลง น้อยลง

เพราะเขารู้สึกว่า
การรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ
ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ
และแล้ว
หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้นใจเย็นมากขึ้น
เขาจึงเข้าไปพบกับพ่อ

และบอกกับพ่อของเขาว่า
เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว
ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนที่เคยเป็นมา
พ่อยิ้ม
และบอกกับลูกชายของเขาว่า


"ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้
โดยทุกๆ ครั้งที่เขาสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตนเองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้าน 1 ตัว ทุกครั้ง"


วันแล้ววันเล่า
เด็กน้อยคนนั้นก็ค่อยๆ ถอนตะปูออก
ทีละตัว จาก 1 เป็น 2
…. จาก 2 เป็น 3
จนในที่สุดตะปูทั้งหมดก็ถูกถอนออก จนหมด
เด็กน้อยดีใจมากรีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า

"ฉันทำได้
ในที่สุดฉันก็ทำจนสำเร็จ !!"
พ่อไม่ได้พูดอะไร
แต่จูงมือลูกของเขาออกไปที่รั้วหลังบ้าน
และบอกกับลูกว่า

"ทำได้ดีมาก ลูกพ่อ
และเจ้าลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ
เจ้าเห็นหรือไม่ว่า
รั้วนั้นมันไม่เหมือนเดิม
ไม่เหมือน..กับที่มันเคยเป็น
จำไว้นะลูก
เมื่อใดก็ตามที่เจ้าทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์
สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผล
เหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน
ต่อให้ใช้คำพูด ว่า "ขอโทษ" สักกี่หน
ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด
ไม่อาจลบรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้ ฉันใดก็ฉันนั้น

"กับเพื่อน" .. เพื่อนเปรียบเสมือน
อัญมณีอันมีค่าที่หายาก
เป็นคนที่ทำให้เรายิ้ม
เป็นคนที่คอยให้กำลังใจ
และยินดีเมื่อเราพบกับความสำเร็จ
เป็นคนที่คอยปลอบใจเราเมื่อยามเศร้า
ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเรา
และจริงใจกับเราเสมอ …

แสดงให้เขาเห็น
ว่าเราห่วงใยเขามากแค่ไหน
และระวังสิ่งที่เราทำไป
ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ
และจงจดจำไว้เสมอว่า
 " คำขอโทษ "
ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เราหรือไม่ก็ตาม
แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น
คือ
รอยร้าวที่เขาคงไม่อาจลืมมันได้ …… ตลอดไป"
หวังว่านิทานนี้คงช่วยให้พวกเรา
อยู่ร่วมกัน ทำงาน ร่วมกัน
คบกัน
ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกันขึ้นเรื่อยๆ
ตลอดไป…..
 โดย NonG_PLA

 

“เหรียญ 5 บาท ของพ่อ”


ในค่ำคืนนึง… หลังจากกราบพระกับคุณพ่อ คุณแม่แล้ว คุณพ่อเรียกลูกเข้าไปพบ แล้วบอกลูกว่าพ่อมีอะไรให้ดูซึ่งสำคัญมาก ว่าแล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อเอามือกำไว้ ถึงคุณพ่อของแพง และพ่อที่มีลูกสาวทุกท่านข้างล่างนี้เอาไว้ใช้สอนลูกหลานได้
         คุณพ่อถามว่าอยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ ลูกพยักหน้า ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที ลูกทำตาม… คุณพ่อว่า ไม่พอ ต้อง 5 ที และเปลี่ยนเป็น 10 ที จนถึง 15 ที จนลูกอุทธรณ์ ก็ลูกอยากทราบนี่คะว่า เป็นอะไร
เมื่อคุณพ่อแบมือออก มันคือ เหรียญ 5 บาทธรรมดานี่เอง คุณพ่อหัวเราะ แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บาทเดิม ถามว่าอยากดูอีกมั้ย ถ้าอยากดูต้องเขกพื้น 10 ที ลูกว่าหนูรู้แล้วไม่อยากดูค่ะ
คุณพ่อว่า เอ้า.. เขกพื้น 1 ทีก็ได้ ลูกก็บอก ว่าทราบแล้วไม่อยากดูอีกเบื่อ คุณพ่อว่าให้ดูฟรีๆ ก็ได้แล้วก็แบมือออก ลูกก็ดูไปอย่างนั้นเอง คุณพ่อเลยสอนว่า
“นี่นะลูก อะไรที่เป็นความลับ คนมักยอมทำทุกอย่างที่จะได้สมปรารถนา อยากดู อยากรู้ อยากเห็นแต่เมื่อสมปรารถนาแล้ว ดูบ่อย ๆ แล้วก็มักจะเบื่อ ให้ดูฟรี ๆ ยังไม่อยากดูเลย แล้วสิ่งที่พึงหวงแหนสำหรับลูกผู้หญิงเป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไร ไม่ต่างกับเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรีหรอก“
ขอบคุณเครดิตจาก http://sakid.com/2009/01/19/10087/